:: HOME ::
:: HOME ::

BIOGRAPHY
PROFILE

LATEST NEWS
SPECIAL ARCHIVES

RECENT MAG. SHOTS
HOSTING
TVC / ADS
ACTING
CANDIDS
UTTIVITIES





UTTs JOURNAL

April 22, 2005

hey all,

i'm in bangkok for the weekend shooting for the thai drama,
i say 2 more months to go..
had a great week off during the thai new years
thks for all the e-mails - nijji just gather some questions that
I've answered for you. I know Nij has alot of goodies in store
for you so divert your attention to the other side of the page
and read up on what she has to say..
sorry so short this time..

Take care

UTT

March 29,2005

Hi All,
Nijji's bugging me for a long overdue journal, so I'm getting to it right
now or I won't at all.

I'm in KL, Malaysia I have a couple of hrs to spare before I open up Simple
Plan's concert here.
I hope everyone's doing fine!!!

Jan.-Feb I was caught up with the
roadshow's leading up to
the Mtv Asia Aid event, Nij should be putting some photo's up soon. Did
anyone go??

CHASE is finally out in Singapore so I hope my fans there like the series..
I had fun doing it because
I really liked the character I played 'Gabriel' ,,anyone catch it yet?

I'm back to working on a new serial in Thailand for my fans there it should
be completed in a
couple of months,,in between still gracing MTV.

Nij's been busy herself she should be keeping you guyz in the loop bout what
she's doing?
Nij also wants me to give a little something to you guyz..
so make suggestions.. and I'll go find it in my closet or something..
Thanks for all your support..
UTT

Jan. 08 05

he year started sombre and my warmest goes out to
the people in this time of need. I was in Bangkok when
the tsunami hit so it was very close to home I’m very
proud to see how most people banded together and did
the best they could so quickly. The best usually comes out
of us in bad times so it’s best just to do good before bad
happens. Appreciate life, loved ones and yourself.

UTT

Dec 20,2004

HAPPY HOLIDAYS!!!
Hope everyone has a KICK ASS end to beginning
New Year festive rest and celebration!
It's another year that went by fast and I'm
looking forward to taking it slow till the end
and speeding it up when it comes new year 05'.
Thx to all who stop by.. a Big Up to Nij for keeping this
place alive and to my peeps who keep me goin
in work.
:)
UTT

Nov. 28, 2004

wussup everyone, happy thxgiving/belated hari raya.. more
holidays are around the corner and I'm looking very forward to it!
working hard into the last stretch of "Chase" that's the name
of my new light drama series coming out next year.
Nij should be putting up eXclusive pix here at the site soon for
your inside viewing pleasure.

I've been mentioning this quite alot on MTV and I'll make a note
of it here it's world Aids day in the coming week, get informed
at staying-alive.org. It does'nt matter if it's today tommorrow too
many crazy shit and life's too short.

peace yeah.
UTT

Archived Journals..


:: LATEST NEWS


MTV TRAX

Interviewed by: Narinda O-Chadee

Not So Ordinary Boy

สำหรับหนุ่มใบหน้าอ่อนวัยคนนี้ เราคงไม่ต้องแนะนำสรรพคุณหรือที่มาที่ไปของเขากันให้มากความอีกแล้ว....เพราะเป็นที่รู้ดีว่าชื่อของ”อั๊ต” หรือ “VJ Utt “ นั้น ก้าวออกไปโด่งดังในระดับภาคพื้นเอเชียขนาดไหน กล่าวได้ว่าแทบไม่นิตยสารเล่มไหน ในเอเชียที่ไม่เคยลงเรื่องราวหรือประวัติของวีเจรายนี้ผู้เป็นดั่งโลโก้และสีสัน(สดใส)ของ MTV Asia

7 ปีกับการเป็นวีเจให้ช่องเพลงระดับสากลอย่าง MTV ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายหรือเรื่องฟลุคๆอย่างที่ใครบางคนกล้าคิด ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือ ความนืยมในตัววีเจอั้ตคนนี้ ไม่เคยลดดีกรีลงเลย และทุกครั้งที่เรามีโอกาสได้ พบเจอเขาสัมภาษณ์ศิลปินต่างประเทศที่สิงคโปร์ บอกได้เลยว่ารัศมีความดังของเขาที่นั่นไม่หนีห่างจากศิลปินระดับโลกที่แวะเวียนไปสักเท่าไหร่ และมีหลายคราที่เขาได้รับเลือกให้เหมือนบุคคลตัวอย่างของเยาวชน
หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อั๊ตคงไม่ต่างจากเด็กฝรั่งหรือเด็กไทยที่โตเมืองนอกที่ใฝ่ฝันอยากเป็นพิธีกร MTV หรือ [V] โดยบุคคลที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้เขาหันมาสนใจงานด้านนี้ก็คือ น้อย-วงพรู ซึ่งเคยเป็นพิธีกรทางสไมล์ทีวีในช่วงสั้นๆ จากนั้นอั๊ตก็หาทางเข้าใกล้ความเป็น MTV ด้วยการส่งเทปจัดรายการไปให้ทางโน้นดูบ้าง ลุยเดี่ยวด้วยการบินไปออฟฟิศ MTV ที่สิงคโปร์บ้าง(แม้ว่าจะหาออฟฟิศไม่เจอ) เวลาผ่านไปหลายปี ในที่สุดโชคก็เข้าข้าง เมื่อเขามีโอกาสได้แคสติ้งเข้า MTV และรายการ Bangkok Jam ก็คือรายการแรกที่อั๊ตจัดในฐานะวีเจ ของ MTV ต่อมา MTV Asia ถึงได้ดึงเขาเข้าเป็นวีเจประจำสังกัดสิงคโปร์

เป็นวีเจมาตั้ง 7 ปีแล้ว เคยรู้สึกเบื่อบ้างไหม
ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยนะ อาจเป็นเพราะติดใจและรักการเป็นพิธีกรอยู่แล้วมันเป็นอะไรที่ไม่ต้องฝืนตัวเองและไม่ต้องเป็นใครนอกจากตัวเอง หรือถ้ารู้สึกอยากเป็นอย่างนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องทำตัว cool หรอก คือแต่ละยุคจะมีอะไรสักอย่างที่ cool ซึ่งในสายตาแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน อาจจะแบบมีพรรคพวก cool หรือพูดสำเนียงแบบ Yo! What’s up man แต่ผมรู้สึกกับตัวเองคือ ผมไม่ได้ cool ผมเป็นแค่พิธีกรที่เป็นตัวของตัวเองชัดเจน ว่าคุณเป็นคนอย่างไร รสนิยมอย่างไร เราไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟ็กต์ อันนี้ก็เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้ชอบงานด้านนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องท้อ มันก็ต้องมีอยู่แล้วเพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ก็มีหลายกระแสว่า โอย เขาไม่เก่ง ข้อมูลไม่แน่น คือมันเป็นเรื่องธรรมดาที่มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่บางทีก็มีคนเอาเราไปเปรียบกับคนอื่น ก็อาจมีท้อบ้าง แต่สุดท้ายก็จะกลับมามองว่าตัวตนของเราเป็นอย่างไร ถ้าอยู่ได้ก็มี เพราะว่าเราไม่ได้เป็นใครนอกจากตัวเอง อีกอย่างถ้าเราเป็นแบบอย่างให้คนอื่นได้ ก็จะแสดงให้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้อง cool อย่างที่คนอื่นเขาว่ากันเพราะขนาดคนไม่เพอร์เฟ็กต์อย่างเรายังทำอาชีพนี้ได้เลย

แสดงว่าโดยพื้นฐานแล้ว คุณก็เป็นคนที่ชอบเอนเตอร์เทนคนอื่น
มันจะมีด้านหนึ่งที่ชอบ แล้วก็อยากแบ่งความสุขไปให้คนอื่น ความสุขในแบบอารมณ์ไม่ซีเรียสน่ะ

ในช่วง 7 ปีของการเป็นวีเจ MTV Asia ตั้งแต่ปีแรกจนถึงวันนี้คุณรู้สึกว่ามันเปลี่ยนแปลงหรือแตกต่างจากเดิมแค่ไหน
มีความเข้าใจอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น ยอมรับเลยว่าถ้าย้อนกลับไปสู่ช่วงสไมล์ทีวี ยุคนั้นผมจะอินกับอัลเทอร์เนทีฟมาก ศิลปิน main stream อย่าง Take That หรือ Kylie นี่ไม่แตะเลย แต่พอโตขึ้นและได้มาอยู่กับแบรนด์ที่กว้างขึ้น ก็มีความหลากหลายและเข้าใจเพลงที่กว้างมากขึ้นเข้าใจว่าการเป็นพิธีกรที่ดีไม่จำเป็นต้องยึดติดกับแนวเพลง คือถ้ายึดติดกับแนวใดแนวหนึ่งมันก็ถนัดไปเลย แต่การเป็นพิธีกรที่กว้างขึ้น เราได้เข้าใจแนวเพลงที่หลากหลายและสามารถเอนเตอร์เทนได้มากขึ้น เพราะรับฟังทุกแนวน่ะ อย่างตอนนี้กระแสฮิปฮอปอาร์แอนด์บี ค่อนข้างมาแรงมาก แต่รสนิยมส่วนตัวตอนนี้ คือชอบฟังแจ๊ซแบบ Joss Stone หรือ Jamie Cullum อะไรอย่างนี้ ขนาด Pharrell Williams ของ N.E.R.D ผมก็ชื่นชอบเขามากยังบอกว่าเจ๋งเลย
ตอนนี้เราจะรู้จุดดีจุดด้อยของตัวเอง แต่ก่อนภาพอาจจะยังไม่ค่อยชัด เอ๊ะ ทำไมเพื่อนคนนี้เขาเก่งทำไมเราไม่เป็นแบบเขา ตอนนี้เข้าใจจุดแข็งจุดอ่อนของเราแล้ว ผมอาจจะไม่ได้เป็นคนตลก มีมุข แต่อาจเป็นคนที่ร่าเริง พอเข้าใจตรงนี้มันก็จะเริ่มง่ายขึ้น อย่างแรกคือมันต้องทำให้เต็มที่ที่สุด ถ้ามันออกมาไม่ดี แต่เราเต็มที่กับมัน ก็โอเคน่ะ

เคยสัมภาษณ์ศิลปินคนไหนแล้วรู้สึกประทับใจบ้างไหม
ก็มี David Beckham จากที่ทีมงานเตี๊ยมมาว่าเขาเป็นคนเรื่องมาก พอเจอเข้าจริง เขาไม่เรื่องมากเลย ค่อนข้างน่ารักเลยล่ะ Alanis Morissette,Pink ก็น่ารัก จางซิยี่ ก็น่ารักมาก แต่ที่ไม่ประทับใจเลยคือ Westlife เขาอาจจะอารมณ์ไม่ดีอยู่มั้ง ผมไม่รู้ แต่งี่เง่ากับผมมาก อาจเพราะผมเป็นผู้ชายมั้ง อันนี้ก็ช่วยไม่ได

มีรายการแบบไหนหรือเวทีไหนที่ยังไม่เคยทำแล้วอยากทำบ้าง
อยากทำ Animal Planet มาก อยากทำ Animal Funniest Home Video มีรายการหนึ่งที่เอาสุนัขจากทางบ้านมาประกวด แล้วจะมีศิลปินมาให้คะแนน ก็อยากเป็นพิธีกรตรงนั้น เพราะเป็นคนรักสัตว์มาก รู้สึกว่าการอยู่กับสัตว์หรือกับเด็ก มันมีความสุข มันไร้เดียงสา แต่คนนี่แหละที่ทำให้ปวดหัว

ทุกวันนี้นอกจากเป็นวีเจ MTV และแสดงละครที่เมืองไทยแล้วทำอะไรอย่างอื่นอีกหรือเปล่า
ตอนนี้ก็พยายามขยายความสามารถทางการแสดงออกไป คืออยู่เมืองไทยเราแสดงเป็นภาษาไทยมาตลอด 10 ปี แล้วจริงๆภาษาอังกฤษเป็นภาษาม่ของผมไง เลยอยากลองภาษาบ้าง ก็ได้ไปลองกับซีรี่ส์เรื่องแรกที่ชื่อ “Oh Carol “ เป็นแบบแขกรับเชิญน่ะ

รับบทเป็นใครคะ
เป็น younger lover ของดาราฮ่องกงที่ชื่อ เจิ้นอวี้หลิง เป็นความรักขแงคนต่างวัยน่ะ ช่วงนี้มันมาแรงไง เหมือน Ashton กับ Demi ใช่มะ ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะเป็นซีรี่ส์เรื่องแรกที่เราพูดภาษาอังกฤษ พอเว้นช่วงมาปีหนึ่งก็มีงานเข้ามา 2-3 โปรเจ็กต์ ที่น่าสนใจมากคือซีรี่ส์ที่ชื่อ “Chase” อันนี้แหละเป็นพระเอกเต็มตัวเลย เนื้อเรื่องน่ารักมาก ออกแนวซิทคอมคล้ายๆ Ally McBeal กับ Friends ก็ท้าทายมากขึ้น เรื่องที่แล้วเล่นแค่บทเล็กๆไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก แต่เรื่องนี้ทุกอย่างค่อนข้างอยู่ที่ตัวเราหมด

เป็นซีรี่ย์ของชาติไหน
เป็นโครงการของฮ่องกง ไต้หวันและสิงคโปร์ ได้แสดงคู่กับ Linda รู้สึกจะเป็นนักร้องอาร์แอนด์บีฮิปฮอบ ที่ไต้หวัน แต่ก็เป็นวีเจเหมือนกัน MTV ไต้หวัน จับมาคู่กัน

แสดงว่าเรารักในงานแสดงมากขึ้นหรือเปล่า ถึงได้คิดสานต่อในระดับนานาชาติ
ค่อนข้างชอบนะเพราะมันเป็นอีกด้านที่ท้าทาย แต่ที่รู้สึกชอบอาจจะเป็นเพราะว่า อาตู่ นพพล เป็นคนปลูกฝังตรงนี้ ยอมรับว่าเล่นละครที่เมืองไทยมา 6-7 ปี ไม่เคยเข้าใจการแสดงเลย บทมาแบบไหนก็พูดตามนั้น แต่พอมาเล่น “คุณชาย”กับอาตู่ เข้าใจฟีลของการแสดงเลยว่ามันไม่ใช่การแสดง เวลาถ่ายทอดอะไรมันต้องถ่ายทอดด้วยความรู้สึกจริงๆเลยอยากขยายความรู้สึกนั้น กับงานนอกประเทศบ้าง มันท้าทายดีแต่กับเมืองไทยก็ยังท้าทายอยู่นะ โดยเฉพาะตอนที่ได้กลับไปเล่นกับ อาตู่ ผมเคยเล่นบทคอเมดี้ด้วย แต่มันไม่เวิร์คเท่ากับเล่นบทหนักๆ ตอนนี้ก็เริ่มพัฒนาแล้ว เพราะเข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจฟิวงานต่างมากขึ้น อย่างเรื่องล่าสุด Chase ก็ไม่ใช่ดราม่าจ๋า ฟิวค่อนข้างใกล้ตัวผม คาแร็คเตอร์มันน่ารักดี มีความปั้มๆเป๋อๆในเรื่องความเป็นคนพอสมควรเลยชอบฮ่ะ

ตั้งแต่แสดงมาอยากแสดงบทแบบไหน หรือมีเรื่องอะไรในใจบ้างที่อยากเล่น
แต่ก่อนจะมองว่าอยากเล่นบทโรคจิต หรืออะไรพิลึกๆเดี๋ยวนี้เปลี่ยนแล้ว อยากเล่นอะไรที่ชิลๆไม่ค่อยเครียดแบบ Adam Sandler ชอบอะไรที่สนุกสนานแบบโรแมนติกคอเมดี้ คือรู้สึกอยากเล่นแบบนั้นในจังหวะชีวิตตอนนี้

เพราะช่วงนี้มีความสุขด้วยหรือเปล่า
คงอย่างนั้นมั้ง (หัวเราะ) อาจจะเกี่ยวก็ได้นะ

ส่วนใหญ่การใช้ชีวิตของคุณแฮปปี้กับอะไรมากสุด
แฮปปี้กับพื้นฐานตัวเอง ทุกวันนี้คือพอได้ใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกหรือว่าไปเจอคนมากมาย หรือว่ามีผลงานเยอะขึ้น ก็คือเสียงตอบรับที่มากขึ้น สิ่งที่ทำให้มีความสุขคือการเข้าใจตัวตน คือการกลับมาบ้าน มาอยู่กับคนรอบข้างที่รู้จักเราจริงๆ มันทำให้มีความสุขว่าเราก็มีที่ยึด ผมว่าถ้าผมไม่มี ผมคงหลงระเริงไปแล้ว ซึ่งผมว่ามันง่ายมากสำหรับคนที่อยู่วงการนี้

คุณเป็นคนซีเรียสบ้างมั๊ยเพราะเห็นร่าเริงตลอด
มีบ้างแต่ค่อนข้างเบาลงแล้ว แต่ก่อนซีเรียสกว่านี้อีก ผมเป็นคนค่อนข้างรู้ว่าตนเองต้องการอะไร และกำลังทำอะไรอยู่ การจะเป็นคนอย่างนั้นมันค่อนข้างที่จะต้องมีสติ สมาธิ และต้องมีความซีเรียสในตัวเองอีกด้วย

ทุกวันนี้ยึดอะไรเป็นหลักในการดำเนินชีวิตบ้างหรือเปล่า
ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและคนรอบข้าง ช่วงที่กำลังโตอาจจะค่อนข้างฟังและไว้ใจคนอื่นพอสมควร เหมือนเป็นคนซื่อไม่มองให้ชัด ว่ามันคืออะไร ซึ่งพอโตขึ้นมันก็ยังมีอยู่ แต่ว่าจะค่อนข้างแบบเห็นยังไง ก็เห็นอย่างนั้น พูดอะไรก็พูดตามนั้น แล้วรู้สึกว่ามันทำให้อะไรๆในชีวิตง่ายขึ้น เพราะจริงๆมันไม่ต้องอ้อมไปอ้อมมาหรอก ซึ่งมันเป็นนิสัยอย่าง
หนึ่งของคนไทย ตัวผมเองก็อาจจะติดตรงนี้มาด้วย แต่มันก็ต้องรู้จังหวะว่า เมื่อไรเหมาะที่จะใช้และเมื่อไรที่ไม่ควรใช้

ในฐานะวีเจแล้วคุณค่อนข้างประสบความสำเร็จมาก เคยคิดไหมว่าทำไมตัวเองถึงประสบความสำเร็จ
อาจจะอยู่ที่ความพยายามและความมุ่งมั่นเป็นสำคัญ ถ้าคนมองแบบผิวเผินอาจจะคิดว่าผมโชคดีเพราะโอกาสดี ก็อาจจะใช่ส่วนหนึ่ง แต่ทุกสเตปที่เดินมาทุกวันนี้เป็นทุกสเตปที่ตัวเองวางเอาไว้ มันต้องมีความมุ่งมั่น ผมยังเคยส่งเทปมา เคยบินไปสมัคร ถ้ามีขั้นตอนไหนที่ท้อแท้ ไม่เดินต่อมันก็อาจจะไม่ใช่เส้นทางของเรา แต่ถ้าเราเดินต่อเราอาจเจอเส้นทางของเรา อย่างผมรักการแสดง ทุกวันนี้ก็ได้มาเป็นพระเอกเต็มตัว ก่อนหน้านี้อาจจะมีท้อบ้าง ว่าทำไมไม่มีโอกาสเป็นพระเอกเต็มตัวที่สิงคโปร์วะ ก็พูดภาษาอังกฤษได้อะไรอย่างนี้ ผมว่าถ้าคนเรามุ่งมั่นไม่ท้อถอยก็อาจจะมีวันข้างหน้าสำหรับเรา อย่างที่ทำ MTV ทุกวันนี้ก็เหมือนกับเราปูทางให้ตัวเองมาตลอด

แสดงว่าตอนนี้พอใจในจุดที่ตัวเองยืนอยู่แล้วใช่ไหม
พอใจนะ

การได้มายืนอยู่ในระดับอินเตอร์ฯคิดว่ามีอะไรที่ตัวเรา หรือสังคมรอบข้างเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
ไม่ค่อยรู้สึกนะครับ อาจจะเป็นเพราะว่าพื้นฐานการวางตัวตั้งแต่อยู่เมืองไทยแล้ว ผมค่อนข้างทำตัวเป็นคนที่ใครๆก็เข้าถึงได้ เหมือนถ้าใครเห็นเราตามถนนก็เข้ามาพูดคุยได้ จะแบบสบายๆ down to earth ผมจะยึดตรงนี้ไว้เสมอ

ถ้าถามว่าจริงๆแล้วชอบงานวีเจ หรืองานแสดงมากกว่ากัน
คงตอนนี้ตอบไม่ได้ เพราะชอบทั้งคู่ แต่งานแสดงจะเหนื่อยกว่า พิธีกร อาจเป็นเพราะงานพิธีกร ค่อนข้างอยู่ตัวกว่างานแสดงเยอะ การแสดงจะเหนื่อยกว่าเพราะต้องทุ่มเทเหมือนเอาตัวเราไปอยู่กับตรงนั้น



:: TOP ::

December 2004

MTV TRAX

Interviewed by: TBA

Contributed by: Anina

IN A DIFFERENT SCENE

ตอนเด็กๆ MTV คืองานในความใฝ่ฝันของ อั๊ต อัษฏา พานิชกุล ตอนนี้ อั๊ต อัษฏา ไม่ได้เป็นเพียงแค่วีเจยอดนิยมของ MTV เท่านั้น แต่ยังก้าวไปเป็นนักแสดงของสิงคโปร์ มีผลงานละคร รวมไปถึงงานโฆษณาอีกเพียบ ใครๆ ก็บอกว่า เขาประสบความสำเร็จ แต่เจ้าตัวบอกว่ายังไม่คุ้นกับคำนี้ ขอเรียกว่าเป็นลำดับของชีวิตทีเกิดจากความมุ่งมั่น น่าจะเหมาะสมกว่า

ความร่าเริง สนุกสนาน หลุดโลก บ้าบอ เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นอั๊ตที่เราเห็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ชายแห่ง MTV คนนี้ กลับค้นคว้าศึกษาเรื่องศาสนาปรัชญา ครุ่นคิดเรื่องการมีชีวิต มีลายสักที่ข้อมือเป็นภาพคฑาของพระศิวะ สัญลักษณ์ของการสร้างและการทำลาย ไม่ได้สักเพียงเพื่อความเท่ แต่เพราะเขาต้องการหาคำตอบ ใครยังไม่คุ้นเคยกับอั๊ตในภาพมุมนี้ ทำความรู้จักกับเขาได้ในบทสนทนาต่อไปนี้

MTV Trax: ตอนแรกๆ เห็นบอกว่าไม่ชอบงานแสดงเลย แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว อั๊ตค้นพบอะไรที่ทำให้ความคิดเปลี่ยนไป
อั๊ต: ชั่วโมงบินและการซึมซับ มันเป็นสิ่งเดียวที่เข้ามาแล้วกลายเป็นชีวิตเราในทุกวันนี้ มันไม่ได้เป็นการค้นพบอะไร แต่เราอยู่กับมันมานาน กลายเป็นสิ่งควบคู่กับชีวิต อย่างการแสดง ตั้งแต่เล่นให้กับน้าตู่ ( จริง ๆ คือคุณตู่ นพพล โกมารชุน แต่อั๊ตเรียกว่า น้าตู่ ) ก็เริ่มเข้าใจในการแสดงมากขึ้น เข้าใจบทมากขึ้น ละครบางเรื่องสอนเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การทำงานก็จริงจังมากขึ้น ไม่ได้มองภาพวงการผิวเผินว่าเป็นการทำเพื่อเงินเหมือนเมื่อก่อน

MTV Trax: คิดว่าอะไรทำให้อั๊ต อัษฏา โด่งดังไปทั่ว South East Asia
อั๊ต: คงไม่ได้มีอะไรดีไปกว่าคนอื่นหรอก เป็นเรื่องของความมุ่งมั่น จังหวะ และเวลามากกว่า ผมว่าทุกคนมีความมุ่งมั่นในตัวอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะใช้มันยังไง พูดตรงๆ MTV ก็เป็นงานที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก พอมีจังหวะเราก็ใช้ความมุ่งมั่นตรงนี้เท่านั้นเอง

MTV Trax: แล้วอั๊ตใช้ความมุ่งมั่นของตัวเองยังไง
อั๊ต: เป็นเรื่องของ step อย่างเช่นก่อนหน้านี้ปีสองปี ช่วงที่ไม่ได้ติดสัญญากับ MTV ก็ไปเทสต์งานแสดง เทสต์ร่วมกับนักแสดงคนอื่น ตอนนั้นได้เทสต์ไปสองเรื่อง
(แต่ตอนนี้อั๊ตกลายเป็นนักแสดงชายยอดนิยมของสิงคโปร์ไปแล้ว)

MTV Trax: ไปทำงานกับ MTV ที่สิงคโปร์ได้ยังไง
อั๊ต: ทำงานกัน MTV อยู่ก่อนแล้ว ประมาณ 5-6 ปี ซึ่งเป็นบริษัทของสิงคโปร์ เพียงแต่ว่าต้นสังกัดอยู่ที่เมืองไทย มีรายการ Bangkok Jam รู้สึกจะมี WOW ด้วยถ้าจำไม่ผิด ก่อนที่ MTV Thailand จะเปิดตัว คือเป็นคนละบริษัทกัน เราทำกับ MTV สิงคโปร์ ตอนนี้ก็มีรายการ Most Wanted, Connect, MTV Screen ….. หลากหลายรายการมากๆ จำไม่หมด

MTV Trax: อะไรคือความแตกต่างระหว่างงานที่สิงคโปร์กับไทย
อั๊ต: ระบบการทำงานของบริษัทเหมือนเดิมเพราะเป็นบริษัทเดียวกัน แต่คนร่วมงาน สังคม สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป วงการบันเทิงสิงคโปร์เล็กกว่าของไทย คือเขามีช่องทีวีน้อยกว่า มีช่องหลักช่องเดียวคือ ช่อง 5 ช่องอื่นก็มีแต่ไม่มาก เนื้องานเขาก็จะน้อยกว่า

MTV Trax: ทำงานง่ายกว่ามั้ย
อั๊ต: แล้วแต่ว่าจะมองจุดไหน มันอาจจะไม่ได้ง่ายกว่า แต่มันเป็นระบบกว่า

MTV Trax: คุณคิดว่าตัวเองดังแล้วถึงได้ Go Inter หรือเพราะ Go Inter แล้วถึงดัง
อั๊ต: มันเป็นลำดับขั้นของการที่มีคนรู้จักเราเยอะขึ้น

MTV Trax: หลังจากที่ได้ไปทำงานที่สิงคโปร์อั๊ตมีแฟนๆ ที่บ้านเราเยอะขึ้นมั้ย
อั๊ต: ในเมืองไทยเนี่ยถือว่ามั่นคง เพราะเราได้ทำงานตรงนี้มาเกือบ 10 ปีแล้วมั้ง ยังมีแฟนยุคแรกๆ เจอกันตามถนนเค้าก็ทักทาย ไปเจอป้าคนนึง เค้าก็ทัก “อ้าว อั๊ตเป็นไงบ้าง” คือเรารู้สึกอบอุ่น แต่พอไปอยู่ตรงนั้น มันก็ก้าวไปสู่อีกตลาดนึง จะเป็นเด็กวัยรุ่นซะมากกว่า

MTV Trax: นอกจาก MTV แล้วตอนนี้ยังมีงานละครและงานโฆษณาอีก ดูเหมือนอั๊ตจะประสบความสำเร็จเร็วมากๆ
อั๊ต: มั้ง แต่ถ้ามองเป็น step มันก็เป็นไปตามขั้นบันไดนะ คือก่อนหน้าที่จะไปทำงานกับ MTV ที่สิงคโปร์ ก็ทำงานตรงนี้อยู่แล้ว คนรู้จักบ้างแล้ว พอถึงการก้าวขั้นต่อไป ก็เหมือนกับการไปย้ำให้ผู้บริโภคเห็นเราเยอะขึ้น กว้าวขึ้น

MTV Trax: ทำงานมา 10 กว่าปี คิดว่าตัวเองมีอะไรเปลี่ยนไปมากที่สุด
อั๊ต: ความนิ่ง เมื่อก่อนจะลอกแลก ตอนนี้นิ่งขึ้นมาก

MTV Trax: ดูจากในทีวีหรือตามสื่อ เรามักเห็นอั๊ตในบุคลิกทีสนุกสนาน บ้าๆ บอๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะสนใจในด้านปรัชญาและจิตวิทยาด้วย
อั๊ต: สนใจมาตลอด คือเหมือนมีคำถามกับตัวเอง อยากรู้คำตอบ อยากเห็นภาพชัดขึ้น คือบางทีก็รู้นะ แต่ยังไม่ชัด

MTV Trax: แล้วอั๊ตมีคำถามอะไรกับตัวเองบ้าง
อั๊ต: เป็นคำถามพื้นๆ ว่า ทำไมเราถึงเกิดมา ทำไมเรามีร่างกาย อะไรเรียกว่ามนุษย์ แล้วเรื่องวิญญาณมีจริงมั้ย ถ้ามีแล้วอยู่ที่ไหน อะไรทำนองนี้แหละ

MTV Trax: เจอคำตอบบ้างหรือยัง
อั๊ต: ไม่เชิงว่าได้คำตอบที่ชัดเจน เพียงแต่เรารู้ว่าศาสนาแต่ละศาสนามีจุดกำเนิดแบบนี้ มีแนวคิดอย่างนี้ แล้วเราก็ลองเอามาใช้กับตัวเองดู ซึ่งมันก็ยังไม่ชัดเท่าไหร่

MTV Trax: คุณได้อะไรจากการศึกษาเรื่องเหล่านี้บ้าง
อั๊ต: ได้สมาธิ และความมุ่งมั่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องภายนอก แต่เป็นเรื่องทางจิต

MTV Trax: อั๊ตมีโอกาสพูดคุยเรื่องเหล่านี้กับใครบ้างหรือเปล่า
อั๊ต: กับเพื่อนๆ ฝรั่ง พูดคุยกันตลอด อย่างไปเจอประเด็นปัญหามาอย่างหนึ่ง ก็จะมานั่งคุยกันว่า เพราะอย่างนั้น มันเป็นแบบนี้ ดีมากเลยที่ได้คุยเรื่องพวกนี้ ไม่ใช่ว่าคุยกันแต่เรื่องคนอื่น ว่าคนนั้นที คนนี้ที เม้าท์ไปทั่ว

MTV Trax: ภาพใน MTV อั๊ตคือ ความร่าเริง สนุกสนาน หลุด ๆ แต่ในขณะเดียวกัน กลับศึกษาเรื่องพวกนี้ ดูเหมือนจะเป็นสองบุคลิกที่ขัดแย้งกันอยู่
อั๊ต: ใช่ เป็นสองบุคลิก แต่ไม่ขัดแย้งกัน ทุกวันนี้เรารู้หน้าที่ว่าอยู่ตรงนี้คือมาเป็นพิธีกรรายการเพลง สนุกสนาน ก็ต้องนำเสนอเรื่องพวกนี้ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มนำความเป็นตัวเองเค้าไปอยู่กับงานเล็กน้อย แต่ก็ไม่ชัดมาก เพราะการเสนออะไรให้กับคนดู ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก ถ้าเครียดไปเค้าจะไม่รับ อย่างในรายการ Most Wanted เป็นรายการที่เด็กโทรเข้ามา พูดคุยกับเค้า ก่อนจบอั๊ตจะปิดท้ายด้วยคำคม ข้อคิดง่ายๆ ให้เข้ากับประเด็นในแต่ละวัน เพิ่งเริ่มเมื่อเดือนที่แล้วเอง

MTV Trax: ในหนังสือ “คิดแบบอั๊ต” คุณต้องการสื่ออะไรกับคนอ่าน
อั๊ต: เป็นแค่ความคิดในช่วงหนึ่งของผม มันเป็นบันทึกประจำวันที่เขียนจากความคิด ความรู้สึกจริงๆ ในช่วงเวลานั้น ไม่มีอะไรมากหรอก

MTV Trax: แล้วคิดยังไงกับกระแสดาราที่ทำ Pocket Book (หนังสือ “คิดแบบอั๊ต” ออกมาในช่วงกระแสนี้แรงเอามากๆ)
อั๊ต: ยอมรับว่าทำหนังสือในช่วงที่กระแสกำลังแรง แต่ก็ตั้งใจอยากให้คนที่ติดตามผลงานเรามาตลอดได้เห็นอีกมุมหนึ่งของเรา มันเป็นบันทึกประจำวันที่เขียนมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่ายอดขายเป็น ยังไง แต่ถือว่าประสบความสำเร็จในส่วนของจิตใจ เพราะแค่อยากให้คนรู้จักเราลึกขึ้นเท่านั้นเอง

MTV Trax: อั๊ตเคยให้สัมภาษณ์ใน GM ว่า “ชีวิตเหมือนกำลังเล่นเซิร์ฟบอร์ดอยู่” แล้วตอนนี้คลื่นพาอั๊ตไปทางไหน
อั๊ต: คลื่นย้อนยุค คือจริงๆ แล้วเราผ่านวัยที่จะอยู่กับเพลง Britney. Christina มาแล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังอยู่กับมัน เหมือนยังอยู่ที่เดิม ตอนแรกที่พูดประโยคนี้ขึ้นมา เพราะคนมักจะถามว่า ต่อไปจะทำอะไร จะกลับมาเมืองไทย หรือจะไปอยู่ ต่างประเทศเลย มันไม่รู้ เหมือนไหลไปตามน้ำมากกว่า ตอนนี้ตื่นเต้นกับชีวิตอยู่ตลอด ไม่รู้จะ มีอะไรเข้ามาบ้าง

MTV Trax: จากครั้งแรกอั๊ตทำงานเพราะต้องการเงิน เพื่อซื้อตั๋วกลับอเมริกา แต่กลับประสบความสำเร็จในวงการบันเทิงเมืองไทย แล้วตอนนี้ก็กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงใน South East Asia มีรูปติดอยู่ทั่วฮ่องกง เต็มสนามบินสิงคโปร์ คิดว่าก้าวต่อไปของอั๊ตคืออะไร
อั๊ต: พอพูดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา แล้วไม่ค่อยรู้สึกถึงเท่าไหร่ คือเราไม่ได้มองการประสบความสำเร็จอยู่ที่การที่มีรูปติดทั่วสิงคโปร์ มีผลงานเยอะ แต่มันอยู่ที่ตัวเองมากกว่า ทุกวันนี้รู้สึกว่าตัวเอง ยังไปได้ ยังไม่อิ่มกับละคร ยังไม่อิ่มกับงานพิธีกร ยังไม่อิ่มกับงานโฆษณา สนุกกับการทำงานอยู่ ทุกวันนี้ไปอยู่สิงคโปร์ ทุกอย่างรวมเป็นหนึ่ง งานพิธีกร นักแสดง นายแบบโฆษณา ไม่ได้แยกจากกัน เพราะมันคืออั๊ต บทบาทอะไรก็แล้วแต่ มันหนีจากความเป็นอั๊ตไม่ได้

MTV Trax: อะไรคือความเป็นอั๊ต
อั๊ต: ในเมืองไทยคนยังติดภาพร่าเริง แจ่มใส สนุกสนาน อย่างตอนถ่ายแบบ GM พื่ๆ เค้าจะถามว่า ทำไมไม่ยิ้ม ดูไม่ค่อยร่าเริง เราก็อ้าว! พี่ไม่ได้บอกคอนเซ็ปต์ผม จริงๆ แล้วไม่ได้ถ่ายแบบในไทยมานานมาก ส่วนใหญ่ถ่ายที่เมืองนอก มันจะเป็นอีกอารมณ์นึง จะนิ่งขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น พอเค้าพูดอย่างนั้น เราก็คิดได้ว่า เออ! ก็ภาพเราในเมืองไทยมันร่าเริง มันแจ่มใส เค้าไม่ได้เห็นเราในภาพที่เปลี่ยนไป

MTV Trax: อั๊ตมาเมืองไทย เพราะคุณแม่ต้องการให้มารู้จักวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่เหยียบแผ่นดินไทยถึงวันนี้ก็ 10 กว่าปีแล้ว คิดว่าความเป็นไทยคืออะไร
อั๊ต: ความเป็นไทย... (นิ่ง คิดอยู่นาน) ตอนนี้มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ พูดยาก... (นิ่งไปอีกพักนึง) ความเป็นไทยก็น่าจะเป็นความอ่อนน้อม กาลเทศะ แต่ในเวลาเดียวกันเราก็รู้สึกว่าสังคมกำลังโตไปด้วย อย่างเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในกัมพูชา น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่โดนลบหลู่ขนาดนี้ มันทำให้เราเห็นว่า ถึงแม้คนไทยจะอ่อนน้อม ไม่เอาเรื่องกับใคร แต่ก้าวข้ามมาขนาดนี้ คนไทยก็ไม่ยอมเหมือนกัน คือบางทีความอ่อนน้อมเกินไปก็เป็นปัญหาในการทำงาน ถูกเค้าเอาเปรียบ เราจึงต้องรู้จักจังหวะการใช้ หรืออย่างเรื่องยิ้มง่าย ในไทยไปไหนมาไหน ส่วนใหญ่เราจะยิ้มให้คนอื่นๆ พอไปที่โน่น ตอนแรกเหมือนเป็นคนบ้าเลย ยิ้มไปไม่มีคนยิ้มตอบ ตอนหลังก็เริ่มปรับตัวได้ ตอนนี้อยู่ที่โน่น เดินตามถนนไม่ค่อยยิ้มมาก บางทีติดนิสัยที่โน่นกลับมา ที่ดอนเมืองมีคนมาทักและยิ้มให้ บางทีก็ลืมยิ้ม ต้องค่อย ๆ ตั้งสติ

MTV Trax: เห็นบอกว่า Gerald น้องชายของอั๊ต ได้ทำงานกับ FBI ด้วย ตื่นเต้นมั้ย
อั๊ต: เขาทำงานร่วมกับ FBI ไม่ได้เป็น FBI หรอก เป็นคนคอยเช็ค คอยติดตามข้อมูลขอนักโทษที่ถูกปล่อยตัว แต่จะต้องถูกควบคุมความประพฤติ เขาเป็นฝ่ายที่คอยเช็คข้อมูลของคนเหล่านี้ ป้องกันไม่ให้ไปทำผิดกฎหมายอีก

MTV Trax: ที่อเมริกาใช้ชื่อ Greg ทำไมในเมืองไทยถึงเป็นอั๊ต
อั๊ต: เพราะชื่อ Greg เรียกเป็นไทยยาก อั๊ตเรียกง่ายและเป็นไทยกว่า

MTV Trax: อั๊ตเกิดและโตที่อเมริกา แต่ก็มาใช้ชีวิตในไทยนานพอสมควร ตอนนี้เป็นคนไทยหรืออเมริกัน
อั๊ต: เป็นคนไทยแล้วครับ




:: TOP ::

June 13, 2004

KOM CHUT LEUK (THAI NEWSPAPER)

เรื่อง / ภาพ : ศรีพร เหล่าวณิชยา

อั๊ต อัษฏา พาเที่ยว เมืองลอดช่อง

เป็นพระเอกที่ไม่ค่อยจะมีผลงานในเมืองไทยสักเท่าไรนัก สำหรับ “อั๊ต” อัษฏา พานิชกุล เพราะมัวแต่ไปทำหน้าที่วีเจให้กับเอ็มทีวี ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยก่อนจะหายไปยาวนานนั้น นายอั๊ตยังฝากละครเรื่อง “กุหลาบเล่นไฟ” ผลงานชิ้นสุดท้ายไว้ให้แฟนๆได้ดูต่างหน้า

เป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่อั๊ตใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์โดยไม่มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวออกมาเลย กระทั่งคลื่น 93.5 อีเอฟเอ็ม จัดกิจกรรม “อีเอฟเอ็ม โคลส อัพ สเปเชียล วิท อั๊ต อัษฏา” โดยจะพาแฟนพันธุ์แท้ของนายอั๊ตไปเยี่อมเยียนถึงถิ่นกันเลยดอนน่า

ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองตั้งแต่เช้า ใช้เวลาเดินทางราวสองชั่วโมง ก็ถึงสนามบินที่ซางงี ประเทศสิงคโปร์ เรามีนัดกับอั๊ตตอนบ่ายโมงตรง

อั๊ตนั่งรออยู่บริเวณล็อบบี้โรงแรมตามเวลานัดหมาย เห็นหน้าเราอั๊ตก็เดินรี่เข้ามาหา “สวัสดีครับ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ ดีใจจังที่ได้มาเจอที่นี่ วันนี้เราจะไปเที่ยว อันเดอร์ วอเตอร์ เวิลด์ กันครับ แต่ก่อนเราจะไปเราไปหาของรองท้องกันก่อนดีกว่านะ” ว่าแล้วก็พาเรามุ่งหน้าไปยังภัตตาคารจีนทันที ระหว่างทางอั๊ตบอกกับเราว่า

“ผมอยู่ที่นี่มา 2 ปีเต็มแล้ว ทำงานเป็นวีเจอยู่ที่นี่ แล้วตอนนี้ผมก็เล่นละคร ซึ่งเนื้อหาละคร จะเป็นเกี่ยวกับรักต่างวัย เรื่องนี้ผมเล่นกับเจิ้นอี้หลินด้วย แล้วผมก็ยังเป็นพิธีกรให้กับรายการหนึ่ง คล้ายๆกับแนวมิติลี้ลับของไทย แล้วก็มีถ่ายโฆษณาควบคู่กันไปด้วย” อั๊ตเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี

ี่มาถึงบริเวณร้านอาหาร ยังไม่ทันได้เข้าข้างใน แฟนคลับของอั๊ตก็เข้ามามะรุมมะตุ้มขอถ่ายรูป เสร็จจากเอาใจแฟนๆแล้วก็เข้าไปโซ้ยกัน จากนั้นหนุ่มหล่อก็พาเรามุ่งหน้าไปยังกระเช้าลอยฟ้าเพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่อยู่บนเกาะเซ็นโตซา

ระหว่างทางเดินเข้า อั๊ตก็เหลือบไปเห็นรถสามล้อถีบ ทุกคนจึงกระโดดขึ้นเป็นผู้โดยสาร

หลังจากนั้นนายอั๊ตก็หายตัวไป เล่นเอาทีมงานหาตัวกันให้จ้าละหวั่น จนมาสะดุดอยู่ที่ฉากจำลองการแสดงงิ้ว ซึ่งมีหุ่นเด็กสองคนกำลังนั่งเล่นอยู่ นายอั๊ตแอบอยู่ตรงนี้นี่เอง

เดินต่อไปสักพักก็ไปเจอกับหุ่นแขก ที่กำลังทำพวงมาลัยพลาสติกเพื่อไหว้เจ้า อั๊ตกระโดดขึ้นไปทำท่านั่งคุยกับหุ่น ก่อนหันมาบอกว่า “เขาไม่ยอมตอบผมเลยฮะ” แล้วเจ้าตัวก็ทำท่าคุยกับหุ่นต่อไปอีก พร้อมกับทำสีหน้าฉงน แล้วหันมาหัวเราะชอบใจ ผละออกจากตรงนั้นได้ เขายังคงเดินเล่นกับหุ่นเหล่านั้นไปเรื่อยๆ ตลอดทาง

ออกมาจากพิพิธภัณฑ์ เราก็นั่งรถต่อเพื่อเข้าชมโลกใต้ทะเล (อันเดอร์ วอเตอร์ เวิลด์) อั๊ตรีบชักเท้าพาไปดูปลาตามตู้ต่างๆ หลากสีสันก่อนจะหยุดอยู่ที่ปลาปิรันยา สักพักก็เดินมาเกาะอยู่ที่ตู้กระจกสีฟ้า เห็นตัวเขียวๆ เหมือนสาหร่ายทะเลลอยอยู่ “เจ้าซีดราก้อน (Seadragon) นั่นเอง” อั๊ตบอกกับเราว่า มันเป็นม้าน้ำอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายกับสาหร่ายทะเลมาก “มองไกลๆ เหมือนใบไม้ลอยไปลอยมาเลยเนอะ”

อุโมงค์นี้ทางเดินจะแยกเป็นสองส่วน คือ ส่วนของสายพาน ที่จะเลื่อนไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้การชมโลกใต้น้ำติดขัด และส่วนพื้นที่ธรรมดาแยกเอาไว้เพื่อให้ผู้ชมได้หยุดถ่ายรูป

ี่อั๊ตเลือกที่จะเดินบนสายพาน เพราะจะได้เห็นชีวิตสัตว์ใต้น้ำได้อย่างชัดเจน และรวดเร็วทันใจ มองซ้ายทีขวาที ตื่นตาตื่นใจไปกับสัตว์น้ำนานาชนิด

“เหมือนผมอยู่ในน้ำที่มีอากาศหายใจได้ แล้วก็มีฝูงปลาแหวกว่ายอยู่รอบๆ ผมเลยครับ” พูดจบก็ชี้ให้เราดูปลากระเบนตัวยักษ์ที่กำลังว่ายข้ามหัวไปมา

แล้วก็มาจ๊ะเอ๋กับสัตว์ร่างยักษ์สีเทาตัวอ้วนกลมอีกตัวหนึ่ง แล้วชี้ให้เราดูพร้อมกับถามว่า “ตัวอะไรน่ะใหญ่จัง” อั๊ตคิดอยู่สักพักก่อนจะอุทานเสียงยาว “อ๋อ....พะยูน ตัวใหญ่มากเลย แต่ก็น่ารักดีนะครับ” พูดจบก็หันมาส่งยิ้มให้

แล้วก็มาจ๊ะเอ๋กับสัตว์ร่างยักษ์สีเทาตัวอ้วนกลมอีกตัวหนึ่ง แล้วชี้ให้เราดูพร้อมกับถามว่า “ตัวอะไรน่ะใหญ่จัง” อั๊ตคิดอยู่สักพักก่อนจะอุทานเสียงยาว “อ๋อ....พะยูน ตัวใหญ่มากเลย แต่ก็น่ารักดีนะครับ” พูดจบก็หันมาส่งยิ้มให้

ออกมาจาก อันเดอร์ วอเตอร์ เวิลด์ เราก็ขึ้นรถไปชมระบำน้ำพุที่สวยที่สุดบนเกาะเซ็นโตซา ซึ่งจะทำการแสดงในรอบค่ำ ผู้คนนับหมื่นนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ รอชมอย่างใจจดใจจ่อ กระทั่งหนึ่งชั่วโมงให้หลัง การแสดงอันตระการตานี้ก็เสร็จสิ้นเสียงปรบมือดังสนั่นไปทั้งบริเวณ

อั๊ตหันมาคุยว่า “สวยมั้ยครับ ผมว่าเจ๋งสุดๆ เลย แสง สี เสียง ตระการตาสมคำร่ำลือเลยนะครับ” พูดไปพลางก้าวเท้าเดินออกจากอัฒจันทร์

เราแยกกับอั๊ตตรงนั้น เขาส่งยิ้มหวานและโบกมือให้ เป็นอันว่าการเดินทางมาพบนายอั๊ตครั้งนี้ จบลงพร้อมกับรอยยิ้ม และความประทับใจ




:: TOP ::

June 13, 2004

DNA MAGAZINE THAILAND
Final Fantasy XIII : Farewell to The Sham
ฤาว่าภาพสมมติจะคล้ายจริง

Text : Anthana Klaphajon ถ้ารู้ตัวว่าเป็นเซียนวงการบันเทิงละก้อขอท้า (รวมถึงคุณแจ๋วริมจอและซ้อเจ็ดด้วยเอ้า)

ตอบคำถามง่ายๆ เกี่ยวกับอั๊ต อัษฏา พานิชกุล แล้วเดี๋ยวก็รู้ว่า คุณเป็นแฟนพันธุ์แท้หรือแฟนพันธุ์เทียม ตอบให้ครบทุกข้อ แล้วค่อยไปดูเฉลยรวดเดียว (อ้อ! เฉลยอยู่ด้านล่างนะ แอบดูเลยสิ นี่ไง อยู่แค่นี้เอง ไม่มีใครรู้หรอกน่า…ตรงวงเล็บหนา ๆ นั่นนะ)

ข้อ 1. คุณว่าอั๊ตอายุเท่าไหร่ 21-24 / 25-29/ 30-33
ข้อ 2. อั๊ตเป็นลูกครึ่งอะไร ไทย-อเมริกัน / ไทย 100 % / ไทย-อังกฤษ
ข้อ 3. ชื่อ “อั๊ต” เป็นชื่อเล่นแท้ ๆ หรือไม่
(ถ้าตอบใช่ - ข้ามไปเล่นข้อ 5 หรือ อยากเล่นข้อ 4 ด้วยก็ok)
ข้อ 4. แล้วจริง ๆ คุณคิดว่า ชื่อไหนเป็นชื่อเล่นของอั๊ต : art / greg / mike
ข้อ 5. ชื่อภาษาอังกฤษของอั๊ตสะกดว่า u-t-t-s-a-d-a คิดว่าใครเป็นคน
เบิ้ลตัว t เพิ่มเข้าไปอีก 1 ตัว
: บอย โกสิยพงษ์ / คุณทวด / หลวงพ่อที่วัดไทยในแคลิฟอร์เนีย
ข้อ 6. ใครเป็นแรงบันดาลใจให้อั๊ตเข้ามาเป็นวีเจ
: พิม ซอนย่า / น้อย วงพรู / มาดอนน่า


(…..นึกแล้วว่าต้องเล่นไม่ซื่อ โธ่เอ๊ย กระจอกจัง….)

เฉลย
ข้อ 1. อั๊ตขึ้นเลข 3 แล้วจ้ะ (ถึงจะหน้าไม่ให้ก็เถอะ)
ข้อ 2. ไทย 100 % เป็นคำตอบสุดท้าย
ข้อ 3. ถ้าตอบใช่ แสดงว่าคุณเป็นพวกหัวอ่อน และอาจถูกหลอกง่าย ๆ ถ้าตอบไม่ คุณอาจจะรู้จริง
หรือเดาถูก หรืออยากเล่นข้อ 4 แตถ้าอยากตอบใช่ แล้วเลือกตอบไม่ แสดงว่าคุณเป็นพวก
กล้าเสี่ยง
ข้อ 4. greg
ข้อ 5. ชื่อแรกที่คุณเห็นนั่นแหละ
ข้อ 6. amazing ! น้อย วงพรู

หลายคำตอบอาจทำให้คุณงงงวย ซึ่งนั่นรวมถึงเราด้วย โดยเฉพาะข้อ 1, 5 และ 6 เชิญอ่านเฉลยโดยละเอียดที่ด้านล่าง เพื่อบรรเทาความ “คัน” (…คันหัวไง เวลาสงสัยเห็นชอบเกาหัวไม่ใช่เหรอ)

“เมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาได้กลับไปเยี่ยมครอบครัว (ที่แคลิฟอร์เนีย) ไปเจอเพื่อนสมัยเด็ก แล้วก็เจอพ่อแม่ของเพื่อนด้วย ท่านบอกว่า อั๊ต ยูไม่เปลี่ยนเลย เราถามว่าจริงเหรอ เขาบอก ใช่ เหมือนยูอมตะ

ดูลูกไอสิ ลูกไอเปลี่ยนไปมาก ไปทำอะไรมาน่ะ เราก็แบบ…ไม่รู้ มันคงอยู่ที่ข้างในด้วยมั้ง จิตใจยังดีอยู่ แต่อาจจะเกี่ยวกับพ่อแม่ เพราะป๋ากับแม่ก็ดูอ่อนกว่าวัย แล้วพอเจอเพื่อน เขาก็ถามว่า ตอนนี้ทำอะไร - เป็นวีเจอยู่เอ็มทีวี… เฮ้ย ! พูดเป็นเล่น ยูนะเหรอเป็น TV personality แต่ก่อนขี้อายมาก คือ ไม่เชื่อ เพื่อนจะนึกว่าไปอยู่อีกรัฐ หรือไปทำอาชีพการงานอย่างอื่น พอรู้ว่าทำเอ็มทีวี ก็จะแปลกประหลาดใจ เพราะตอนเด็กเป็นคนกลัวกล้อง ไม่คิดว่าจะมีอาชีพอยู่หน้ากล้อง หรือเป็นนักแสดง ถ่ายแบบ พิธีกร- - แต่มันก็พลิกล๊อก

แล้วตอนนี้เพื่อนวัยเดียวกัน …“มีลูกหมดแล้ว (หัวเราะ) บางคนเราจำเขาไม่ได้เลยนะ เพราะเริ่มหัวล้าน บางคนก็เริ่มอ้วนๆ

พี่บอย โกสิยพงษ์ ล่ะ มาเจอกันได้ไง คนละวงโคจรเลย “อั๊ต เป็นชื่อเล่นที่ย่อมาจากพยางค์แรกของชื่อจริง - อัษฏา ตอนเกิดมาก็ใช้ชื่ออัษฏา ครอบครัวจะเรียกชื่อเล่นว่าอั๊ต แต่จริง ๆ ตัวสะกดเป็นอาร์ต a-r-t พอประมาณ 8-9 ขวบ ก็ตั้งชื่อเล่นใหม่ว่า เกร็กแล้วก็เปลี่ยนเป็น เกร็ก อัษฏา พานิชกุล แต่ตัวสะกด u-t-t เป็นการคิดของพี่บอย โกสิยพงษ์ แต่ไม่มีใครรู้ จริง ๆ แล้วก่อนเข้าวงการเคยเจอพี่บอย ก่อนที่พี่เขาจะก่อตั้งเบเกอรี่อีก ตอนนั้นเขายังเรียนอยู่เมืองนอก แล้วเผอิญพี่บอยสนใจที่จะ …ย้อนเรื่องนิดนึง คือสนใจจะให้เป็นนักร้อง เลยบอกว่า ถ้าตั้งชื่ออัลบั้ม ก็น่าจะใช้ u-t-t นะ แล้วมันเหมือนจังหวะไม่ลงตัว ต่างคนเลยต่างเดินเส้นทางไม่เหมือนกัน ถ้าตอนนั้นได้ทำเทป ก็คงใช้ชื่อชุด utt (ยูทีที) แข่งกับ UHT ? (หัวเราะ) “ก่อน UHT หลายปี รู้สึกว่าจะประมาณ 3-4 ปีด้วยมั้ง “ แล้วลูกบ้านเบเกอรี่อีกคน.. คุณน้อย วงพรู เกี่ยวอะไรกับการเป็น วีเจ

“ดูน้อยไง..ดูน้อยในทีวีถึงได้อยากเป็น วีเจ ตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีเอ็มทีวี, แชลแนล วี มีแต่ ไทยสกาย กับสไมล์ ทีวี พอเห็นน้อยก็คิด เราน่าจะทำได้นี่หว่า เลยลองสมัครดู แต่น้อยจะงง คือเขาเขิน เวลาที่เราบอกว่า รู้มั้ยเป็นเพราะยูนะที่ไอเข้าไปทำสไมล์ ทีวี เพราะไอเห็นยูในทีวี น้อยก็จะแบบ thanks, thanks man (นึกถึงท่าอายของคุณน้อย) ตามสไตล์ของเขา แต่ไม่มีใครรู้ เพราะตอนนั้นน้อยใช้ชื่อคริส เพราะชื่อไทยเขาคือกฤษดา

ทำสไมล์ ทีวี มาประมาณ 4-5 ปี แต่ก็ใฝ่ฝันตลอดว่าวันนึงต้องทำเอ็มทีวีให้ได้ เลยจัดการรวบรวม เทปที่เป็นพิธีกรสไมล์ ทีวี ทั้งหมด ขอที่อยู่ของเอ็มทีวี แล้วส่งเทปตัวเองไปสิงคโปร์ แต่ตลกนะ ทุกวันนี้ถาม เอ็มทีวีว่ามีเทปเรามาถึงบ้างมั้ย เขาบอกไม่เคยได้รับ (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก เพราะตอนนั้นเล่นละครด้วย ทำอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด พอผ่านไป 2-3 ปี มีโอกาสเจอทีมงานเอ็มทีวี ที่เมืองไทย ก็บอกเขาว่าอยากไปเทสต์ แต่ตอนนั่นเอ็มทีวี ยังไม่รับ ผ่านไปอีก 3-4 ปี เจอโมเดลลิ่ง ก็บอกอีก เนี่ย ถ้าเขามาแคสต์เรียกหน่อยนะ แล้วพอดีโมเดลลิ่งจำที่เราพูดได้ ก็มาถามว่า เนี่ยอั๊ต

เขาแคสติ้งอยู่ สนใจมั้ย-สนดิ (หัวเราะ) ไปแคสต์เป็นคนสุดท้ายใน 2 วันที่เขาหาพิธีกร ในที่สุด คือผ่านรอบแรก ส่วนรอบ 2 ต้องไปเทรนนิ่งที่สิงคโปร์ 10 วัน มารู้ผลว่าได้ก็อีกประมาณเดือนนึง”

จำเพื่อนร่วมรุ่นได้บ้างมั้ย “มี ตะแง๊ว มีน้อย (วงพรู) มีเฮเลน มีเพชรัตน์ ศรีแก้ว ส่วนเรย์ (แมคโดนัลด์) มาทำแป๊บนึง แล้วก็มีครึ่งนึงจาก สไมล์ ทีวี ออกไปทำ แชนแนล วี ก็จะเป็น ตะแง๊ว หาญส์ หิมะทองคำ ( ส.ก. พรรคไทยรักไทย อดีตนักแสดงคนนั้นนั่นแหละ) ลิซ่า แฟนเก่าหาญส์ (อุ๊บส์) นี่คือเท่าที่จำได้ ส่วนที่ไม่ได้ไป แชนแนล วี ก็…เรา (หัวเราะ) คงเป็นดวงมั้ง เพราะที่สุดแล้วก็ได้มาทำ เอ็มทีวี แต่ก่อนที่จะมาเป็น เอ็มทีวีเอเซีย ก่อนหน้าเราก็จะเป็นยู่ยี่ ( อลิสา อินทุสมิต) หลังยู่ยี่ ก็เป็น เจ มณฑล หลังจากเจ ก็เป็นเมย์ ภัทรวรินทร์

หลังจากนั้นก็เป็นเรา ตอนนั้น คือ 4 คน ยู่ยี่ เจ เมย์ เรา ประจำอยู่ที่เมืองไทย ส่วนพิม-ซอนย่า ไปประจำที่สิงคโปร์ แล้ว 2 ปี ถัดมา เขาก็ให้ไปประจำที่สิงคโปร์2-3 ปีที่หายจากเมืองไทย เหมือนได้เปิดโลกกว้าง ไปเริ่มต้นที่ประเทศใหม่ แล้วการทำงานมันก็แตกต่าง ก่อนไปสิงคโปร์ก็ไปอยู่ฮ่องกง 7 เดือน รวมแล้วใช้เวลาทำงานในต่างประเทศประมาณ 3 ปี รู้สึกว่ามันยังไม่อิ่มตัวซะทีเดียว เพราะในด้านประสบการณ์เรายังได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ อีกเรื่อย ๆ

ที่สิงคโปร์ นอกจากงาน วีเจแล้ว ก็มี ทีวีซีรี่เรื่อง Oh! Carol ด้วย งานนี้ต้องแคสติ้งเหมือนกัน เพราะเขาเห็นแต่เราเป็น วีเจ เห็นแต่ภาพ Hey! What’s up? เขาไม่รู้ว่าอยู่เมืองไทย เราก็เล่นละครมาตลอด แต่ตอนนี้เริ่มรู้มากขึ้นจากสื่อ ต่าง ๆ ก็เหมือนอย่างที่เมืองไทย คนอาจจะไม่รู้ว่ายังทำเอ็มทีวีอยู่ แต่พอละครออกอากาศ มีการให้สัมภาษณ์ เอ๊ะ ทำอะไรอยู่นะ อ๋อ ทำเอ็มทีวี และตอนนี้ก็มีเทปรายการที่อัดไว้สำหรับมาออนแอร์ในเมืองไทยด้วย เลยเริ่มเห็นหน้าได้บ่อยขึ้น แต่ที่เมืองนอกภาพวีเจจะค่อนข้างชัด พอให้สัมภาษณ์ไปแล้วเขาถึงได้ อ๋อ ยูเป็นนักแสดงที่เมืองไทยเหรอ ซีรี่ที่เล่นนี่ ก็เหมือนเข้าวงการแรก ๆ เหมือนไปเป็นเด็กใหม่ ในบ้านเขา ทุกวันนี้ เวลาให้สัมภาษณ์ ก็มักจะบอกว่า จริง ๆ มีไฟเป็นนักแสดงอยู่แล้วนะ เพราะเป็นนักแสดงมาก่อน

พอดีเป็นเป็นคนชอบเรื่องผี ๆ แล้วก็อยากลองทำพิธีกรอื่น ที่ไม่ใช่เอ็มทีวี ซึ่งทางเอ็มทีวี ก็อยากให้เราโตขึ้นด้วย และมันไม่ได้เป็นรายการที่เป็นคู่แข่งกัน เลยได้ทำพิธีกรอีกหนึ่งรายการ เหมือนๆ มิติลี้ลับบ้านเรา ชื่อ Incredible Tales ซึ่งต้องออกไปถ่ายทำในสถานที่ที่มีเหตุการณ์ เกิดขึ้นจริงด้วย สนุกดี แต่ยังไง ๆ ก็ไม่น่ากลัวเท่าผีบ้านเรานะ ผีเราน่ากลัวกว่า (หัวเราะ) ดูเฮี้ยนกว่า แต่ที่นั่นก็ไม่เบา คือมีประวัติเยอะ เพราะว่าเป็นเมืองขึ้น จะมีญี่ปุ่นเข้าไปรบ ฆ่าคนของเขา ฆ่าฝรั่ง เพราะฉะนั้น ก็จะผสมกัน ทั้งผีฝรั่ง ผีญี่ปุ่น ผีอะไรเยอะแยะไปหมด แล้วก็ชอบอ่านหนังสือฆาตกรรม ในอพาร์ตเมนต์จะมีแต่หนังสือพวกนี้เต็มห้อง แล้วอยากลองเล่นบทอะไรแบบนี้ดูด้วย ประเภทภาพลักษณ์เป็นคนดี ไม่มีทางจะเป็นโรคจิตได้ แต่จริง ๆ แล้วเป็น อยาก..อยากลอง “

เล่าไปพลาง, อวัจนภาษาและวัจนภาษาก็พร่างพรู มือไม้ช่วยอธิบายสลับกับประโยคบอกเล่า จนแทบจะเห็นภาพตาม แต่เผอิญตวัดตาไปเห็นบางอย่างที่มือซ้ายเข้า ขณะที่กำลังขยับยุกยิก อยู่กลางอากาศ

“มีรอยสักมาได้ประมาณปีกว่าแล้ว เป็นตัวโอมของศาสนาฮินดู ซึ่งเขาจะแบ่งเป็น ภาคใต้กับภาคเหนือ อันนี้เป็นสัญลักษณ์ของภาคใต้ ที่สักเพราะชอบความหมายของสัญลักษณ์ ก็คือ god is universe หมายถึงพระเจ้าเป็นวัฎจักร คือไม่ยึดติดว่า พระเจ้าเป็นใคร พระเจ้าเป็นใครก็ได้ และในรอยสักจะมีรูปดาบของพระศิวะ ซึ่งเป็นพระแห่งเวลา พระแห่งความรู้ พระแห่งการทำลาย และการสร้าง การสักที่มือมันเหมือนเป็นการกำหนดเองว่า เราจะใช้มือนี้เป็นผู้ทำลายหรือผู้สร้าง

เป็นคนชอบยืมศาสนาคนอื่นมาใช้ ศาสนาไหนมีทัศนคติที่ดี มีแบบอย่างที่ดีก็เอามาปรับ แต่ศาสนาพุทธนี่แหละที่ใช้เป็นวิถีหลักในการดำเนินชีวิต”

ในอาชีพการงานบันเทิงทั้งหมด 14 ปี ฟังอั๊ตเล่าแล้วเหมือนทุกอย่างได้มาง่าย ๆ วันนี้, อั๊ตยังคงพูดคุยได้น่าฟัง เป็นกันเอง เป็นธรรมชาติ ในแบบที่ไม่ต้องวางมาดหรือมีอะไรมาค้ำคอ และ เมื่อพบกับทีม dna ในที่สาธารณะโดยบังเอิญ แม้จะห่างกันหลายโยชน์ แต่เขาก็ไม่ลังเลที่จะโหวกเหวกโบกมือทักทาย…หรือวงการบันเทิงที่อั๊ตอนุมานว่าเป็น “ ภาพมายา” จะไม่ได้หลอมให้เขานำภาพลวงตามานุ่งห่มแทนที่เนื้อแท้ตัวตนจริง

“มายาที่พูดถึงคือภาพรวม คือสิ่งที่คนดูได้รับ ยกตัวอย่างการถ่ายละครออกอากาศแค่ ชั่วโมง-2ชั่วโมง แต่ถ่ายทำ 6 เดือน นี่คือตัวอย่างของมายามันเป็นภาพสำเร็จรูป แล้วคนดูก็จะเชื่อในสิ่งที่เห็น แต่จริง ๆ มายาไม่ได้มีอยู่แค่ในวงการบันเทิง ก็เหมือนที่บางคนพูดเอาไว้- -เรามีโลกใบนี้เป็นฉาก และทุกคนในโลกเป็นตัวละคร

ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำอยู่ ทั้งการเป็นวีเจ ได้พบศิลปิน พบคนดัง พบกับน้อง ๆ แฟน ๆ มันเป็นงานที่ค่อนข้างมีสีสัน พอมีเวลาส่วนตัว เลยจะเน้นความเรียบง่าย simple เพราะนี่คือพื้นฐานของตัวเอง เมื่อกลับบ้านก็จะรู้ว่า สิ่งรอบข้างทำให้เรามีวันนี้ ทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง ความเรียบง่ายของชีวิต บ้านช่อง สิ่งเหล่านี้ทำให้มีพลังในการกลับไปมีสีสัน กลับไปในวงการบันเทิงที่เรามีอาชีพอยู่ ถ้าเราสามารถถอนตัวจากตรงนั้น แล้วกลับมาอยู่กับอะไรที่มันเรียบง่าย จะทำให้รู้ว่า เราเองก็เป็นแค่คน ๆ หนึ่ง เหมือนกับคนอื่น ๆ”

เผอิญรู้มาว่า การเป็นวีเจหลักของเอ็มทีวีนั้น อั๊ตต้องบินไปทำงานที่ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฮ่องกง และ ไต้หวันด้วย จึงเป็นเหตุให้ต้องทำงานตลอด 7 วัน และยิ่งต้องแวะมาเมืองไทยเพื่อถ่ายละคร 2 เรื่อง (ฉายแล้ว 1 โดนดองอีก1) อย่างนี้จะพอเจียดเวลามานั่งเรียบเรียงการณ์ไกลในอนาคตได้บ้างหรือไม่ เพราะต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ไมล์อายุที่ไม่เข้ากันเลยกับใบหน้า ตอนนี้ได้วิ่งแซงไปไกลเอาการอยู่

“ ตลอดอาชีพการงาน 10 กว่าปี พึ่งจะสามารถจัดสรรชีวิตตัวเองได้เมื่อสักประมาณ ปี – 2 ปีนี่เอง แต่เมื่อ 6 – 7 ปีที่แล้ว เป็นคนที่ค่อนข้างวางแผนว่า อายุเท่านี้ต้องมีเท่านี้ ต้องทำแบบนี้ ต้องมีครอบครัว มีอะไรก็ว่าไป แต่พอดำเนินชีวิตแบบนั้น เวลาเจอปัญหา หรือ เจอสถานะการณ์ บางอย่างที่ทำให้เราเป๋ ไปไม่ถึงสิ่งที่หวัง ก็จะเซ็ง จะผิดหวัง เลยเลิก แล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบัน คือ ชีวิตมันไม่แน่นอนไง รุ่งเช้าพรุ่งนี้ยังจะมีชิวิตอยู่หรือเปล่าไม่รู้ เพราะมีทั้งเพื่อน ทั้งญาติพี่น้อง ที่เสียชีวิตไปแล้ว เลยเกิด question mark ว่า แล้วจะนับภาษาอะไรกับเรา ฉะนั้น ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในวันนี้และมีความสุขกับสิ่งที่มี นั่นเป็นปรัชญาที่ยึดไว้ แล้วเส้นทางนี้ จะพาเราไปใหน…ก็อุ่นใจน่ะ ถ้าต้องแต่งงาน ก็แต่ง แต่จะไม่วางแผนอย่างที่เคยเป็นเมื่อก่อน

อาจจะเป็นเพราะ หนึ่ง พอมีโฟกัสที่ชัดเจนแล้ว แถมยังมี foundation ที่หนักแน่น ทั้งครอบครัว ทั้งเพื่อนฝูงรอบข้าง เลยรู้สึกว่า เราสามารถมุ่งมั่นไปข้างหน้าได้สบาย โดยที่ไม่ต้องเป็นใคร นอกจากเป็นตัวเอง แต่นอกเหนือจากที่มีหน้าที่การงานที่ดีแล้ว เราก็เหมือนกับเป็นตัวแทนในหลาย ๆ อย่าง หนึ่ง คือเป็นตัวแทนคนไทย ถ้าสัมภาษณ์ก็จะบอกเสมอว่า I’m Thai มาจากใหน –Thailand คืออยากให้ข้างนอกเห็นว่า คนไทยเก่ง คนไทยมีความสามารถ คุณป้าท่านนึงเคยเล่าว่า แกมีเพื่อนอยู่ บรูไน แล้วนั่งดูทีวีกัน เพื่อนของป้าก็ติว่า เนี่ย คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยเก่งนะ แล้วก็ยกตัวอย่าง ดูคนนี้สิ ที่ชื่ออั๊ต ลูกครึ่งฟิลิปปินส์นะ ภาษาอังกฤษเขาชั๊ด-ชัด ป้าก็ โห…ได้ทีเลย รีบบอกไปว่า ยูรู้มั้ย He น่ะคนไทยนะ ไทยร้อยเปอเซ็นต์เต็ม ป้าบอกป้าสะใจมาก (หัวเราะ)

แล้วที่สิงคโปร์เราค่อนข้างมีแฟนคลับเยอะ เพราะฉะนั้น สิ่งที่พูดออกไปหรือการกระทำของตัวเอง บางอย่าง อาจจะไปมีอิทธิพลกับพวกเขา ส่วนใหญ่ในบทสัมภาษณ์ก็มักเน้นเสมอว่า เราจะไม่เป็นใคร นอกจากเป็นตัวเอง และรู้สึกว่าการเป็นตัวเองนี่แหละ ที่อาจจะเป็นทางเลือก ให้กับเยาวชน หรือเด็กยุคใหม่ เพราะทุกคนจะมี idol หรือคนที่เขาปลื้ม แล้วอะไรที่ idol พูด หรือทำ ก็อาจจะมาม ีอิทธิพลต่อตัวเขาได้ เพราะตอนเข้าวงการแรก ๆ ตัวเองเคยปลื้ม คนๆ นึง แล้วพอได้เจอกัน เขาทำให้เรารู้สึกดี เลยจำไว้และปูพื้นฐานการใช้ชีวิต ให้กับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งได้มีจุดยืนเป็นที่รู้จัก จะทำตัวให้เหมือนคนที่ตัวเองเคยปลื้มมา ตรงนี้ คิดว่ามันเป็น motivation ในการทำงาน และการใช้ชีวิตนะ คือ นอกจากมีงานดี ก็ยังได้ เป็นแบบอย่างกับคนอื่นด้วย สมมติเด็ก ๆ เขาคิดว่า โห…..เราเป็นดารา ร่ำรวย มีเงิน มีเพื่อนฝูง แต่เราก็สามารถถ่ายทอด ในด้านที่ว่า ใช่…เรามีงานดี มีเงินทอง แต่ใช้ชีวิต simple เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ มันก็อาจจะเป็นอีก ตัวเลือกนึงของเขาได้ หรือ ถ้าเจอน้อง ๆ ที่ สตูฯ ก็จะบอกว่า ถ้าปลื้มพี่มาก ก็ไปเรียนหนังสือซะ แล้วค่อยเจอกัน เสาร์-อาทิตย์ ไม่อยากให้มาเครซี่จนไม่เป็นอันเรียน”

เหมือนนางงามเลยเนอะ…เราพ้อ เป็นคนดังเงินดีต้องมีภาระกับสังคมขนาดนี้เชียว?

“ แต่ที่ไม่ใช่ภาระ เพราะว่าเป็น ‘ตัวเอง’ ไง ถ้าไม่ได้เป็นตัวเองนี่แหละถึงเป็นภาระ เคยได้ยินบางคนในวงการพูดว่า โอย น่าเบื่อ ต้องเจอคน เจออะไรมากมาย- -เฮ้ย…เลือกเอง ถ้าจะมานั่งพูดว่า เบื่อว่ะ แล้วจะอยู่ไปทำไม ถ้ามันเหน็ดเหนื่อยหนักหนาอะไรอย่างนั้น ก็ไม่ต้องอยู่”

สตูฯ ถ่ายแฟชั่นวันนี้บดบังความเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าจากบ่ายแก่ ๆ เป็นค่ำคืนได้อย่างมิดชิด อะไรบางอย่างเตือนว่า เราควรจะปล่อยให้คนตรงหน้าได้พัก เพราะบินตรงจากอเมริกามาลงเมืองไทยเพื่อร่วมฉลองปีใหม่กับ dna ในปกพิเศษฉบับนี้ และจะกลับสิงคโปร์โดยทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น

“ ดีใจนะ…ที่ชีวิตได้มีทุกรสชาติ ดีใจ…ที่แม้ว่าจะเจอทั้งเรื่องดี ไม่ดี เพราะมนุษย์ทั่วไป ก็ต้องเจอทั้งดี และ ไม่ดี แล้วแต่ดีกรีในการไปเจอเรื่องราวของแต่ละคน แต่มันต้องมีทุกรสชาติถึงจะเรียกว่าเป็นชีวิต”

เราถอยรถออกมาช้า ๆ ซีอาร์วีสีดำมันปราบของอั๊ตก็เช่นกัน เราหยุด, ให้เขาไปก่อน พร้อมกับเอื้อมมือไปจัดอะไรจุกจิกที่เบาะด้านหลัง กะเวลาให้รถคันหน้า เคลื่อนพ้นทาง แล้วจึงหันมาเข้าเกียร์

“ อ้าว! ทำไมยังไม่ไป (วะ)” เราบ่น
กระจกติดฟิล์มค่อย ๆ เลื่อนลง เผยให้เห็นมือของคนที่พึ่งเอ่ยลากันเมื่อครู่โบกไปมา


“ บ๊าย – บาย “ เราอ่านปากเขาผ่านกระจกด้านคนขับ
เหมือนจะยิ่งเป็นการยืนยัน paragraph ที่เขียนเอาไว้ว่า ‘…หรือวงการบันเทิงที่อั๊ตอนุมานว่าเป็น ‘ภาพมายา’ จะไม่ได้หลอมให้เขานำภาพลวงตามานุ่งห่มแทนที่เนื้อแท้ – ตัวตนจริง’ นั้น…


ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราสรุปเอาเองคนเดียว.


:: TOP ::

December 2003 - January 2004

Message from Utt


Chicken Rice War


UTT SHOWREEL

PEPSI Twist


Showreel (long version)

NIJJIs CORNER

Hello Utties,  

Hope you all are doing well. I will be updating the site all this week so please come back and visit.

New!!! We will have a questionaire section where i have compiled questions from fans that are posted on the webboard for UTT to answer.

We have more pictures and articles coming your way from his latest works.

Btw.. for those of you that did not know. You can post your favorite pix of UTT on the webboard and/or e-mail him at [email protected] Who knows..you might be chosen by UTT to be our lucky winner for the month like:

Roel

Nora

Hannie

Oz

Vinn

Congratulations to all!!!

See ya ,

Nijji

p.s.

For those interested in my girl rock band. Don't forget to check out www.thevenusbutterflies.com for the updates.

E-mail me at:

 

E-mail me at:

©2004 UTTSADA.COM  ALL RIGHTS RESERVED